ThaiFixing.com ศูนย์รวมลงประกาศ หาช่าง ช่างซ่อมบ้าน ต่อเติมบ้าน ช่างประปา ช่างไฟฟ้า ช่างแอร์ ช่างก่อสร้างทั่วประเทศ

Welcome, visitor! [ Register | Login

Premium WordPress Themes - AppThemes

ทำไมงานบิ้วท์อินถึงมีราคาแพง

สาระน่ารู้ 10th January 2018

ทำไมงานบิ้วท์อินถึงมีราคาแพง

สำหรับคนที่กำลังคิดจะจ้างทำงานตบแต่งภายในแล้วละก็ อาจจะพบว่าราคาแพงแทบจะรับไม่ไหว จากที่ไปเห็นบ้านคนอื่นมาแล้วดูสวยงาม แล้วคิดจะมาทำบ้านตัวเองบ้างอาจจะต้องถอดใจไปเลยกับราคาค่าจ้าง

เหตุที่งานบิ้วท์อินมีราคาแพงมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยหลักๆแล้วถ้าต้องการงานราคาถูกแต่คุณภาพดี ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องคิดเฉพาะค่าแรงอย่างเดียว แล้วจัดซื้อวัสดุเอง เนื่องจากวัสดุมีหลายเกรดหลายราคา และควรจะเข้าไปควบคุมการดำเนินการให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

สำหรับราคางาน Built in ทั่วๆไปนั้นมักจะคิดราคากันตามความยาวเป็นเมตร เช่นต้องการทำตู้โชว์ขนาดความยาว 3 เมตร อาจจะได้รับใบเสนอราคาตั้งแต่ 45,000 บาท จนถึง 60,000 บาท แล้วแต่รูปแบบของตู้และอุปกรณ์ที่ใช้

นั่นคือราคา Built In จะตกอยู่ที่ประมาณเมตรละ 15,000 ถึง 20,000 บาท ต่อความยาวเป็นเมตร รวมเบ็ดเสร็จทั้งค่าแรงค่าของ ซึ่งราคานี้จะเป็นราคาเฉลี่ยตามงาน เช่นมีตู้โชว์ มีเค้าเตอร์ทีวี มีการตบแต่งกรุผนัง ไม่ว่าจะงานเล็กงานน้อยจะตู้ใหญ่ๆรายละเอียดมาก หรือแค่กรุผนังเล็กน้อย ก็จะนับรวมไปตามความยาว

แต่หากงานส่วนใหญ่เป็นงานเล็กๆ เช่นกรุผนังอย่างเดียว มีตู้เพียงเล็กน้อย เราก็อาจจะต่อรองราคารวมลงได้บ้าง แต่อาจจะได้ไม่มากเหมือนที่เราคิด เนื่องจากค่าใช้จ่ายประจำของผู้รับเหมานั้นคงที่ ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ลักษณะการทำงานก็จะใกล้เคียงกัน

ตามเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปแล้ว ในการรับเหมา Built In นั้น ค่าวัสดุจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30 % เท่านั้น ส่วนค่าแรงจะอยู่ที่ประมาณ 45 – 50% ที่เหลืออีกราว 20% เป็นค่าออกแบบ ค่าวิศวกร ค่าสถาปนิก มัณฑนากร ค่ากำไรของบริษัท ค่า VAT เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการรับงานตบแต่งภายในของบริษัทห้างร้านต่างๆ จึงมีราคาแพงในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากมองว่างานที่ออกมานั้นนิดเดียว ของที่เห็นวัสดุนั้นไม่มาก แต่จะพบว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในค่าแรงและค่ากำไรของบริษัทนั้นสูงถึง 70% เลยทีเดียว

นั่นแสดงว่าหากตู้ชิ้นนั้นมีราคาออกมา 50,000 บาท ค่าวัสดุนั้นจะไม่เกิน 15,000 บาท แต่ส่วนของค่าแรงจะอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท บริษัทก็ต้องการกำไรราวๆ 5000 บาท และยังต้องจ่ายค่าออกแบบ ค่าคุมงานอีกราว 5000 บาท

การทำงานบิ้วท์อิน จึงหมายถึงเราเลี้ยงคนทั้งบริษัทด้วยงานของเรา ซึ่งจะต่างกับงานสร้างบ้านที่สุดส่วนค่าของจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 40 – 50%

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการแจกแจงว่าทำไมค่าแรงทำตู้ถึงสูง โดยตัวอย่างตู้ที่เป็นลักษณะของการทำด้วยโครงบุไม้อัด ผิวหน้าเป็นลามิเนต

ขั้นตอนการทำตู้เสื้อผ้า Built in
– ตีโครง
– ปิดโครงด้วยไม้อัด 1 ด้าน
– โครงแต่ละแผ่นจะต้องมีการทากาวยาง ทั้งตัวแผ่นไม้อัดและลามิเนต
– ประกอบโครงเป็นตัวตู้
– นำแต่ละตู้ไปติดตั้ง ในตำแหน่ง
– โครงด้านที่ยังเหลือต้องปิดไม้อัด ปิดลามิเนต
– ปิดลามิเนตที่ขอบตู้
– ทำแผ่นบานตู้ ด้วยการตัดให้ได้ขนาด หรือ ตีโครงปิดไม้อัดทั้งสองด้าน
– แผ่นบานตู้แต่ละแผ่นต้องติดลามิเนตทั้ง 6 ด้าน (สองฝั่ง รวมขอบ)
– นำแผ่นบานไปติดตั้งกับตู้ ด้วยบานพับถ้วย
– ในตู้ยาแนวซิลิโคนตามขอบด้านในทุกด้าน
– ขอบนอก ขัดขอบลามิเนต ลบคม
– ปิดเทปกาวตามรอยต่อ แล้วลงสีกลบรอยต่อ (สีน้ำมันสำหรับพ่น)
– ดีงเทปกาวออก เช็ดทำความสะอาด ขัดกระดาษทรายอีกรอบ
– ด้านบนสุดของตู้ ตีโครงยึดฝ้า ปิดแผ่นลามิเนต
– ถ้ามีการติดตั้งบัว ก็ต้องปิดทับแผ่นปิด
– ด้านล่างสุดของตัว ติดบัวให้กลมกลืนกับบัวบ้าน
– ติดตั้งอุปกรณ์มือจับ ราวแขวน

จะเห็นได้ว่า ในแต่ละขึ้นตอนนั้น จะต้องใช้แรงงานฝีมือ ในการทำให้ตู้ออกมาเนี้ยบ หากเจ้าบ้านสั่งแก้ไขงานไม่ว่าขั้นตอน ก็จะกลายเป็นการรื้อ แล้วเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้มหาศาล และผู้รับเหมาจะคิดเผื่อไปแล้ว

ดังนั้นแนะนำว่า หากมีข้อแก้ไขเล็กๆน้อยๆ ที่พอจะมองผ่านได้ ให้จดบันทึกไว้ แล้วค่อยนำไปต่อรองเป็นส่วนลดจะดีกว่าให้ผู้รับเหมาต้องมาแก้ไข ซึ่งอาจจะพาลทำให้งานอื่นๆเสีย รวมไปถึงวัสดุต่างๆ ที่ต้องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุอีกด้วย

990 total views, 2 today

::

การติดตั้งไม้ตกแต่งโมดิน่า M1,M2 ไม่ยากอย่างที่คิด

งานช่างทำเอง 3rd April 2017

การติดตั้งไม้ตกแต่งโมดิน่า M1,M2 ไม่ยากอย่างที่คิด

หลังจากตัดสินใจอยู่นานว่าจะตบแต่งผนังบ้านอย่างไรดีให้ดูมีมิติไม่น่าเบื่อ ตัวเลือกก่อนหน้านี้ก็จะเป็นหินลายละเอียด แต่ปัญหาคือราคาปลายทางแถวบ้านตก ตารางเมตรละ 800 กว่าบาท และยังไม่รวมค่าแรง ซึ่งช่างจะคิดค่าปูหินบนผนังที่ตารางเมตรละ 400 บาท

ตกตารางเมตรละ 1200 กว่าบาท นี่ยังไม่รวมค่าล้างด้วยกรดที่ถูกคิดอีกตารางเมตรละ 50 บาท รวมไปถึงค่าทาน้ำยาเคลือบ และเมื่อผ่านไปอีกสองสามปีอาจะมีปัญหาความชึ้นแม้จะเป็นผนังภายในบ้านก็อาจจะเกิดเชื้อราขึ้นมาได้ ซึ่งก็ต้องสาดกรดกันใหม่แล้วเคลือบกันใหม่อยู่เรื่อยๆ นับว่าการปูหินภายในบ้านไม่ใช่ทางเลือกที่ดี หินเหมาะสำหรับการใช้งานภายนอกมากกว่า

เปลี่ยนใจหันมามองกระเบื้องก็จะพบว่า การปูกระเบื้องบนผนังในบ้านจะเกิดรอยต่อระหว่างแผ่นกระเบื้องและต้องใช้ยาแนวทำให้เกิดความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง แนวคิดเรื่องกระเบื้องเลยต้องพับไป

เมื่อหันมามองงานไม้ พบว่าจะมีต้นทุนสูงแถมยังต้องกลัวปลวกกลัวมอดขึ้นมาอีก อีกทั้งงานไม้ต้องมีวิธีการหลายขั้นตอน ต้องย้อมไม้ ต้องลงโพลียูรีเทนกันอีกหลายรอบเพื่อสร้างความมันวาวให้ดูสวยงาม ซึ่งจากการลองทำด้วยไม้แล้วพบว่าต้นทุนสูงเอาการแถมค่าแรงก็แพงเอาการ

จะหันมาใช้ไม้ฝาเฌอร่าแบบธรรมดา ก็พลว่ามันเป็นแผ่นๆหนาเกินไป แถมความสูงต่ำก็ไม่มาก สุดท้ายเลยมาจบลงตรงไม้สังเคราะห์ Modina ของ SCG ซึ่งเขาบอกว่าใช้เทคโนโลยีใหม่ทำให้เกิดความสูงต่ำหลายระดับโดยช่วงที่หนาสุดประมาณ 2.5 เซ็นติเมตรเลยทีเดียว

ไม้โมดิน่า มีสองขนาดให้เลือกคือ 1.5 เมตร กับ 3 เมตร แต่เนื่องจากใช้จำนวนไม่มาก การจะจ้างรถไปบรรทุกมาจากโรงงานก็คงไม่คุ้ม เลยเลือกซื้อขนาด 1.5 เมตร เพราะใส่รถเก๋งกลับบ้านได้ เขาจะขายเป็นกล่อง กล่องละ 5 แผ่น น้ำหนักแผ่นละประมาณ 11 กว่ากิโลกรับ

ตอนยกขึ้นรถมีหลายคนช่วยกันยก กล่องหนึ่งหนักประมาณ 55 กิโลกรัม แต่พอตอนยกลงที่บ้าน ต้องยกคนเดียวก็อาศัยการเปิดกล่องแล้วยกลงมาทีละแผ่น และสุดท้ายยกลง 2 แผ่น ก็ถือว่ายกกัน 4 เที่ยวไม่ลำบากมากนัก

การติดตั้งแผ่น โมดิน่า ทำได้ไม่ยาก

ไม้โมดิน่ามีหลายรุ่น นั่นคือรุ่น M1, M2 และ M3 โดย M1 และ M2 จะมีแพทเทิร์นรอยหยักไม่เหมือนกัน ส่วน M3 จะมีแพทเทิร์นคงที่ ในที่นี้จึงเลือกใช้เฉพาะ M1 และ M2

ตามคู่มือเขาบอกต้องทำโครงคร่าวสำหรับการยึดแผ่นโมดิน่า แต่จากการลองคิดดูแล้วเนื่องจากเราต้องการนำแผ่นโมดิน่ามาติดผนัง การทำโครงคร่าวก็ต้องยึดโครงคร่าวกับผนัง และคงต้องยึดกันหลายจุดเพราะน้ำหนักของมันมาก ในอนาคตหากเกิดสนิมมันจะหลุดมาทั้งยวง ยิ่งหากเกิดน้ำท่วม มีสนิมกัดกร่อนด้านใน มันจะร่วงลงมาแตกหักแถมน้ำหนักเยอะจะเป็นอันตรายได้ด้วย

การติดตั้งที่ต้องใช้โครงคร่าวแน่ๆก็คงเป็นการติดตั้งกลางแจ้ง หรือภายนอกบ้าน เพราะภายในบ้านจะต้องสูญเสียพื้นที่ความหนาของโครงคร่าวเข้าไปอีก แถมจะเกิดช่องว่างให้แมลงสาบหรือสัตว์ต่างๆไปอาศัยอยู่ได้ เลยตัดสินใจยึดกับผนังโดยตรงเลยดีกว่า

หากตัดสินใจติดตั้งกับผนังโดยตรง ต้องทำใจว่าผนังบ้านที่ฉาบมานั้นได้ระนาบหรือไม่ หากไม่ได้ระนาบแผ่น โมดิน่า ก็คดเคี้ยวไปตามผนัง ดังนั้นหากผนังไม่ค่อยเรียบแนะนำว่าให้ใช้โครงคร่าวเหล็กดีกว่า

แผ่นโมดิน่าขนาด 1.5 เมตร เขาจะเจาะรูมาให้แล้ว 4 รูด้วยกัน เมื่อวัดระดับการติดตั้งได้แล้ว ก็ใช้สองคนยกทาบกับผนังแล้วใช้ตะปูตอกนำร่องเข้าไปตามรูทั้ง 4 รู้แล้ว วางแผ่นโมดิน่าลง

จากนั้นก็ใช้สว่านเจาะปูนเบอร์ 8 เจาะเข้าไปให้ได้ขนาดพอดี ระวังอย่าใช้สว่านดอกยาวเกินเดี๋ยวมันจะทะลุผนังอีกด้าน เจาะเสร็จแล้วก็ใส่พุกเบอร์ 8 เข้าไป แล้วยกแผ่นโมดิน่าขึ้นทาบ แล้วขันสกรูเบอร์ 8 เข้าไปตำแหน่งหัวท้ายก่อนอย่าเพิ่งขันสกรูให้แน่น

จากนั้นทำการยกให้ได้ระดับเป้ะๆ แล้วค่อยๆขันสกรูให้แน่นทีละตัว เป็นอันเสร็จไป 1 แผ่น จะได้พื้นที่ประมาณ 0.4 ตารางเมตร ว่าแล้วก็เอาแผ่น โมดิน่า ต่อไปมาวางทาบตรงบังใบแล้วก็ดำเนินการนำร่องด้วยตะปูเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ต้องเจาะผนังต่อไป

บางแผ่นที่เราต้องตัดก็ใช้ใบตัดด้วยลูกหมู อาจจะตัดได้ไม่ตรงมากนักก็ต้องอาศัยบัวในการปิดรอยที่ไม่ต้องกันต่อไป การตัดจะยากกว่าไม้เฌอร่าทั่วไปตรงที่มันจะหนาและแข็งแรงกว่ามาก

หากต้องการเจาะรูเพิ่มเติมเนื่องจากรูเดิมอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม การเจาะไม้โมดิน่าที่ดีที่สุดคือใช้ดอกเจาะปูน แต่โหมดการเจาะเป็นแบบธรรมดาไม่ต้องกระแทก ดอกเจาะเหล็กเจาะไม่เข้าไม่ต้องลอง เสียดอกสว่านไปทันทีหากเผลอไปลองเข้า

ขอจบการติดตั้งไว้แค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะทยอยนำรูปมาลง ส่วนการทำสีจะเป็นขั้นตอนต่อไป ทำเสร็จแล้วจะมาเล่าให้ฟังกัน

1061 total views, 1 today

::

ช่างล้างแอร์ ทำไมชอบเติมน้ำยาแอร์

สาระน่ารู้ 25th November 2016

ช่างล้างแอร์ ทำไมชอบเติมน้ำยาแอร์

ปกติแล้วการล้างแอร์เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำกันบ่อยๆ อย่างน้อยก็ปีละ 2 ครั้ง แต่ปัญหาที่พบบ่อยเวลาตามช่างมาล้างแอร์ก็คือ ช่างจะบอกว่าแอร์ไม่เย็นต้องเติมน้ำยาแอร์ พอถามว่าเท่าไหร่ก็จะบอกว่าปอนด์ละ 30 บ้าง 50 บ้าง เหมาๆรวมก็ประมาณ 300 – 500 บาท สำหรับการเติมน้ำยาแอร์ ถามว่าจริงๆแล้วต้องเติมน้ำยาแอร์ทุกครั้งที่ล้างแอร์หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่จำเป็น

ระบบการทกงานของแอร์ก็คล้ายๆกับตู้เย็นในบ้านนั่นแหละครับ นั่นคือจะมีตัวคอมเพรสเซอร์อยู่นอกบ้าน ทำนห้าที่อัดก็าซให้กลายเป็นของเหลว พอของเหลววิ่งมาในบ้านก็จะมีการฉีดพ่นทำให้กลายเป็นไป การเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอจะมีการดูดความรอบจากสภาพแวดล้อมออกไปทำให้อุณหภูมิต่ำลง

ตู้เย็นจะมีคอมเพรสเซอร์อยู่ด้านหลังตู้ซึ่งอากาศบริเวณนั้นจะร้อนเพราะมีการเปลี่ยนสถานะของสารจากแก็ชเป็นของเหลวทำให้มันคายความร้อนออกมา ส่วนภายในช่องแช่แข็งก็จะเย็นเพราะกระบวนการกลับกัน

คำถามคือแล้วทำไมตู้เย็นถึงไม่ต้องเติมน้ำยาแอร์ ใช้กันทั้งปีทั้งชาติก็ไม่เคยต้องเติมอะไรเลย เย็นตลอดปีตลอดชาติ นั่นเพราะว่าการประกอบทุกชิ้นส่วนมาจากโรงงาน เรายกทั้งคอยล์เย็น คอยล์ร้อน พร้อมระบบท่อมาทั้งชุดจากโรงงาน การปิดระบบน้ำยาทำได้แน่นหนามีการทดสอบอย่างดี

แต่กับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน การติดตั้งมีการแยกชิ้นส่วนมา เพราะต้องมีสองส่วนและต้องมีการเดินท่อทองแดงต่างหากเพื่อทำให้เป็นระบบปิด มีการดูดอากาศออกแล้วใส่น้ำยาเข้าไป

พอใส่น้ำยาเสร็จแล้วก็ต้องปิดให้สนิท ซึ่งระบบการปิดนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆน้อตหัวเกลียวธรรมดา ทำให้ยังมีโอกาสเกิดการรั่วซืมของก๊าซภายในท่อออกมาได้ จึงเป็นหนทางให้ช่างล้างแอร์ขอถือโอกาสเติมน้ำยาแอร์เอาได้ เพราะช่างล้างแอร์บางคน ถือโอกาสตอนล้างตัวคอล์ยร้อนด้านนอก ก็หมุนๆหัวเกลี่ยวแอบปล่อยน้ำยาแอร์ออกมาให้ลอยออกไปในอากาศได้

วิธีป้องกัน ไม่ใช่ช่างเติมน้ำยาแอร์เรา

เมื่อช่างมาถึงบ้านเพื่อจะล้างแอร์ ก็ให้เปิดแอร์ให้ดูก่อน เอามือจับคอล์ยเย็นแล้วบอกว่า แอร์ยังเย็นปกติก่อนล้าง และขอให้ล้างอย่างเดียว ไม่เติมน้ำยาแอร์ เพราะมีร้านซ่อมแอร์ประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าช่างยืนยันจะต้องเติมให้ได้ ก็ให้ถามว่าแล้วน้ำยาแอร์จะหายไปได้ทางไหนบ้าง มันต่างกับการทำงานของตู้เย็นไหม ช่างก็จะบอกว่ามันรั่วได้ตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้น

ถ้าช่างบอกมาแบบนั้น เราก็ต้องตอบกลับไปว่า ถ้ามันรั่วก็คงรั่วนานแล้ว และตอนนี้แอร์ก็คงไม่เย็นแล้ว และถ้าเพิ่งรั่วก็ขอให้รู้ชัวร์ๆว่ารั่วจริงๆ นั่นคือเปิดแอร์แล้วไม่เย็น แสดงว่ารั่ว ก็ต้องหารูรั่วให้เจอก่อน เพราะถ้าเติมไปเดวก็ต้องรั่วอีก ปัญหาไม่มีวันจบสิ้น เอาให้มันรั่วหมด มาหารอยรั่วทีเดียวให้เจอไปเลยดีกว่า

ช่างก็อาจจะทำท่าหัวเสียที่จะขูดรีดเงินเราเพิ่มจากการเติมน้ำยาแอร์ไม่ได้ ดีไม่ดีเขาจะแอบเปิดวาล์วให้น้ำยาหายไป แล้วบอกว่าแอร์เราไม่เย็นจะเติมน้ำยาแอร์ให้ได้ ก็ต้องเถียงกันเสียเวลาช่างเขาจะพาลไม่เติมน้ำยาแอร์ให้เราแล้วเราก็ต้องตามช่างรายใหม่มาอีก

ดังนั้นวิธีการที่แอดมินใช้ประจำก็คือ ก่อนล้างแอร์ จะเอาสติกเกอร์กระดาษไปแปะไว้ตรงหัววาล์ว พร้อมลายเซ็นของเรา พร้อมถุงพลาสติคคลุมรัดยางไว้อีกครั้ง จากนั้นเวลาเขาล้างเสร็จ ก็ไปตรวจสอบดูว่าทุกอย่างอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนเดิมก็ต้องแย้งเขาว่า ที่แอร์มันไม่เย็นเพราะคุณไปปล่อยน้ำยาออก ช่างต้องเติมคืนมาให้คุณโดยห้ามติดเงินเพิ่ม ไม่งั้นไม่จ่ายค่าล้างแอร์แน่นอน

วิธีนี้จะพบว่า ไม่ค่อยเจอปัญหาช่างอ้างว่าต้องเติมน้ำยาแอร์อีกเลย

1610 total views, 1 today

::

อุทาหรณ์สอนใจในการคัดเลือกผู้รับเหมา

อุทาหรณ์ช่างทิ้งงาน 24th June 2016

อุทาหรณ์สอนใจในการคัดเลือกผู้รับเหมา

การว่าจ้างผู้รับเหมามาทำงานต่อเติมปรับปรุงบ้าน ย่อมเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวมาทุกยุคทุกสมัย เจอช่างดีก็ดีไป เจอช่างไม่ดีก็ต้องมานั่งเจ็บใจภายหลัง ดังนั้นการคัดเลือกผู้รับเหมาที่ดี จะช่วยลดความปวดหัวลงไปเยอะ เราจึงมีคำแนะนำสำหรับการรับมือกับช่างรับเหมาที่มาทำงานที่บ้านดังนี้

1. อย่าเชื่อลมปาก ผู้รับเหมาส่วนใหญ่มีนิสัยคล้ายๆกันคือ รับปากไว้ก่อน ทำได้ไม่ได้ค่อยว่าอีกที ส่วนใหญ่พอถามว่าทำงานนี้ได้ไหม ทำงานโน้นได้ไหม ก็มักจะบอกว่าทำได้ ทุกอย่างทำได้สบายๆ ช่างแบบนี้ควรพึงระวังไว้ ไม่มีช่างคนไหนทำงานได้ทุกอย่างหรอกครับ ความชำนาญ การแก้ไขปัญหาของแต่ละคนมันต่างกัน

2. หาร้านค้าหรือบริษัทที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ยิ่งมีทะเบียนการค้ายิ่งดี อย่าลืมขอดูใบทะเบียนพาณิชย์ บัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ควรจะไปพูดคุยกันที่สำนักงานของผู้รับเหมาะเลย ควรขอดูผลงานต่างๆที่ผ่านมา ทำสัญญากันที่นั่นเลย ผิดพลาดอย่างไรจะได้ตามตัวได้ง่าย คนที่ลงประกาศตามเว็บบางราย อาจจะมีเว็บเป็นของตัวเอง แต่ถ้าหน้าเว็บไม่ลงที่อยู่บ้านเลขที่เอาไว้ ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

3. ถ่ายรูปผู้รับเหมาให้ชัดเจน อาจจะถ่ายระหว่างก่อสร้าง ทำทีเป็นถ่ายงานที่ทำอยู่ ให้เห็นหน้าเขาชัดๆ ถ่ายรูปทีมงานทุกคน ทั้งทีมงานโครงสร้าง ทีมช่างไฟฟ้า ทีมช่างปูกระเบื้องเป็นต้น เพราะจะมีประโยชน์ในทางคดีในอนาคต จะปฏิเสธว่าไม่เคยมาทำงานที่บ้านเราก็ไม่ได้ วันไหนมีปัญหาลองให้เพื่อนบ้านไกลๆออกไปช่วยโทรถาม ทำทีว่าจะจ้างงาน จะได้ข้อมูลมาเก็บเอาไว้

4. ถ่ายรูปรถยนต์ทุกคันที่เข้ามาในไซท์งาน ถ่ายรุ่น ยี่ห้อ ให้เห็นทะเบียน หากมีปัญหาจะได้ตามตัวได้โดยง่าย

5. หากเจอปัญหาช่างทิ้งงาน รวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ พร้อมรูปถ่าย เขียนเล่าเรื่องราวในกระดาษแล้วไปปรึกษาทนายอาสา ยื่นเรื่องฟ้องไป อย่าให้คนโกงลอยนวลสร้างความเดือดร้อนอีกต่อไป

6. โพลส์ชื่อช่าง พร้อมเลขบัตรประชาชนที่ทิ้งงาน ผ่านเว็บไซท์สาธารณะหรือเฟสบุ๊ค ห้ามโพสท์ประจานว่าเป็นช่างเลวทิ้งงานอะไรแบบนั้น เดี๋ยวจะโดนข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียงเป็นคดีอาญากลับมาเรา

ให้โพสท์ในทำนองว่า ช่างคนนี้ ชื่อนี้ หมายเลขบัตรประชาชนรายนี้ รับงานไว้ แล้วหายตัวไป ใครทราบว่าชายคนนี้อยู่ไหน ทำงานที่ไหนแล้ว ช่วยแจ้งกลับด้วย อย่างน้อยคนอื่นๆค้นหาชื่อ กับหมายเลขบัตรประชาชนคนนี้จะได้ไม่ต้องซวยแบบท่านอีก

1991 total views, 1 today

::

ช่างต่อเติมบ้านทิ้งงาน ไม่ทำต่อเบิกเงินไปเกือบหมดแล้ว

อุทาหรณ์ช่างทิ้งงาน 24th June 2016

ช่างต่อเติมบ้านทิ้งงาน ไม่ทำต่อเบิกเงินไปเกือบหมดแล้ว

ผู้เดือดร้อนรายนี้เป็นสุภาพสตรี ซื้อบ้านไว้ 1 หลัง แล้วจ้างช่างรับเหมามาต่อเติมส่วนหลังคาทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน รวมถึงทำกำแพงและครัว พร้อมเซ็นสัญญาเรียบร้อย แต่เลยกำหนดมาแล้ว 15 วัน ปรากฏว่างานยังไม่เสร็จ

ในสัญญาระบุว่าถ้างานล่าช้าจะให้ทางผู้ว่าจ้างปรับเงินได้ แต่ดูๆแล้วที่งานช้าเพราะไม่ได้ส่งคนงานเข้ามาทำงานเลยเป็นระยะเวลาหลายวัน ส่วนเงินค่าจ้างก็เบิกไปจนถึงงวดสุดท้าย และล่าสุดก็ติดต่อผู้รับเหมาะไม่ได้ จึงมาโพสกระทู้ขอคำแนะนำในเว็บ pantip (http://pantip.com/topic/34225178)

ปัญหาคืองานก็คาราคาซัง จะจ้างช่างรายใหม่เข้ามาทำงานก็เกรงจะมีปัญหาข้อกฏหมาย แถมจะเรียกเงินคืนก็คงจะลำบาก

คำแนะนำส่วนใหญ่ก็คือให้ทำใจ ทำจดหมายลงทะเบียนไปยังที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญา แจ้งยกเลิกสัญญาและให้ทางช่างมาจ่ายค่าเสียหาย แล้วค่อยจ้างช่างรายใหม่มาดำเนินงานต่อไป

ส่วนวิธีแก้อย่างยั่งยืนก็คือ ให้จ้างงานเฉพาะค่าแรง โดยให้ผู้รับเหมาตีราคาค่าแรงมา แล้วงดเบิกล่วงหน้าทุกชนิด จ่ายเงินตามค่างวดงานเท่านั้น อย่าใจอ่อนตามคำกล่าวอ้างของผู้รับเหมาเด็ดขาด

1363 total views, 2 today

::

เทพื้นคอนกรึต ไม่ใช่เรื่องยาก อย่าให้ช่างขูดรีดค่าแรง

งานช่างทำเอง 21st June 2016

เทพื้นคอนกรึต ไม่ใช่เรื่องยาก อย่าให้ช่างขูดรีดค่าแรง

หลายบ้านอยากจะเทพื้นคอนกรีต หรือพื้นปูน เพื่อลดปัญหาน้ำขัง ปัญหาวัชพืช บางรายอาจจะเล็งไปถึงการปูกระเบื้องสวยงาม แต่ปัญหาคือเรียกข่างมาตีราคาแล้วหงายหลังทุกราย เพราะขนาดคิดเฉพาะค่าแรงแล้วยังถือว่าแพงเอาการ ขนาดเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมง่ายๆยังแพงจนจ้างไม่ลง

ตัวอย่างเช่นหากต้องการเทพื้นลานหน้าบ้าน ตีว่าขนาด 5 เมตร x 10 เมตร รวมพื้นที่ 50 ตารางเมตร ช่างทั่วไปมักจะคิดค่าแรงกรณีที่เราเอารถโม่ปูนเข้ามาจะคิดที่ตารางเมตรละ 100 บาท รวมค่าแรงก็ราวๆ 5,000 บาท

ส่วนกรณีให้ช่างผสมปูนเอง กวนปูนเอง แล้วเทพื้นเอง ค่าแรงก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 150 – 200 บาทต่อตารางเมตร หรือราวๆ 7,500 บาท ถึง 10,000 บาท ซึ่งปกติงานขนาดนี้ทำงานกันไม่เกิน 2 วันเป็นอันเสร็จงาน ถ้ามากันสองคนก็รับเหนาะๆ คนละ 5,000 บาทกันเลยทีเดียว

การคำนวนข้างต้นอย่าลืมว่าเป็นการคำนวนเฉพาะค่าแรงอย่างเดียวนะครับ ไม่รวมค่าวัสดุเช่นค่าปูน ค่าเหล็ก wire mesh ค่าไม้แบบเป็นต้น

concrete-floor

คำนวนต้นทุนวัตถุดิบ

ให้ท่านลองเอาตลับเมตรมาวัดพื้นที่ ที่ท่านต้องการเทปูนดูนะครับว่า 5 x 10 เมตร จะมีพื้นที่ขนาดเท่าใด เราจะลองมาคำนวนต้นทุนดูกันว่าค่าใช้จ่ายต่างๆจะประมาณไหน โดยในที่นี้จะถือว่าเราใช้ปูนผสมเสร็จจากโรงโม่เป็นหลัก เนื่องจากจะได้มาตรฐาน การผสมที่กลมกลืนกัน

1. ปูนผสมเสร็จ แค่ไปรัานวัสดุก่อสร้างใกล้บ้านก็อาจจะได้เบอร์โทรมา หรือเขาอาจจะสั่งปูนให้ท่านเลย โดยเขาได้ส่วนลดจากโรงปูนอยู่แล้ว การสั่งปูนหากเป็นพื้นที่จะให้รถจอดได้ก็สั่งที่ความแข็งแรง 240 ไปเลย เพราะนั่นหมายถึงเนื้อปูนเยอะ ปูบางๆก็ไม่มีปัญหาแตกร้าว หนึ่งคิวราคาประมาณ 2,000 บาท ซึ่ง 1 คิวเท่ากับ 1 ลูกบาศก์เมตร หากท่านเทปูนหน้า 10 ซ.ม. ก็จะเทได้ 10 ตารางเมตร แสดงว่า 50 ตารางเมตร จะใช้ 5 คิว หรือใช้เงินค่าปูน 10,000 บาท

2. ค่าเหล็ก wire mesh หรือตาข่ายเหล็กสำเร็จรูป มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป เขาขายเป็นม้วนๆ ราคาไม่แพง มีหน้ากว้างให้เลือกได้หลายขนาด ความยาวก็มีให้เลือกในระดับ 25 หรือ 50 เมตร ดังนั้นพื้นที่ราว 50 ตารางเมตร ตกตารางเมตรละไม่เกิน 40 บาท ใช้เงินประมาณ 2,000 บาท

3. ค่าไม้แบบ เนื่องจากเราต้องการเทพื้นหนาประมาณ 10 เซ็นติเมตร การใช้ไม้ขนาด 1.5 นิ้ว x 3 นิ้วน่าจะเหมาะสมสุด เพราะเราจะได้ความหนาของไม้แบบที่ 3 นิ้ว หรือราวๆ 7.5 ซม แล้ววางให้สูงจากพื้นดินประมาณ 2 ซม. โดยการใช้ทรายหรือก้อนหินเล็กๆรองไม้ ความยาวรอบรูปอยู่ที่ 30 เมตร ถ้าไม้ท่อนละ 3 เมตร ก็จะใช้ประมาณ 10 ท่อน ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่เกิน 1,000 บาท

4. ค่าทราบปรับพื้นที่ เราอาจจำเป็นต้องลงทรายปรับพื้นที่เพื่อให้ได้ระดับที่เหมาะสม เพราะบางตำแหน่งดินจะเป็นหลุมบ่อ ทราย 1 คันรถกระบะก็น่าจะเพียงพอสำหรับการปรับพื้นที่ 50 ตารางเมตร ใช้เงินไม่เกิน 1,000 บาท

5. ค่าเครื่องมือช่างอย่างเกรียงปาด สามเหลี่ยมปาดปูน รวมแล้วไม่เกิน 1,000 บาท

สรุปได้ว่า ค่าวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ

10,0000 + 2,000 + 1,000 + 1,000 + 1,000 = 15,000 บาท

จากนั้นก็เป็นส่วนของค่าแรง ซึ่งหากเป็นปูนสำเร็จค่าแรงก็ไม่ควรเกิน 5,000 บาท

สรุปรวมว่า หากต้องการเทพื้นปูนขนาด 5 x 10 ตารางเมตร ก็จะใช้เงินประมาณ 20,000 บาท ตกตารางเมตรละ 400 บาท

concrete-floor2

ประหยัดค่าแรงหากลงมือทำเอง

เราสามารถประหยัดค่าแรงได้อีกมาก หากลงมือเอง โดยการจ้างลูกมือมา 2 คนมาช่วย ตัดเหล็ก ปรับหน้าดิน เททราย ปาดปูดให้เรียบ ซึ่งใครๆก็ทำได้ กระบวนการก็เริ่มจาก

1. กำหนดพื้นที่ และวัดขนาดที่ชัดเจน เพื่อคำนวนปริมาณปูนที่จะใช้

2. วัดระดับอย่างคร่าวๆ แล้วล้อมด้วยไม้แบบ ใช้ความหนาของไม้ 1.5×3 นิ้ว เป็นตัวกำหนดความสูง วัดความสูงจากพื้นให้ได้ประมาณ 10 เซ็น

3. กำหนดความลาดเอียงให้เรียบร้อย เพื่อน้ำจะได้ไม่ขัง หากเป็นลานจอดรถ หรือถนนหน้าบ้าน ก็ให้เองในระดับ 1 ซม ต่อความยาว 1 เมตร นั่นแสดงว่าถ้าหน้ากว้าง 5 เมตร ทั้งสองด้านต้องสูงต่างกัน 5 เซ็นติเมตร โดยการตีไม้แบบด้านข้างให้เอียง แล้วรองด้วยทราย

4. ทำการเททรายในส่วนที่ยังต่ำ เช่นหลุมบ่อ หรือด้านที่ต้องเอียงขึ้น เพื่อประหยัดเนื้อปูน แล้วทุบดินให้แน่น

5. ใส่ Wire mesh ให้ครอบคลุมพื้นที่ การตัด wire mesh หากไม่มีเครื่องมือตัด ก็ให้ใช้จอบคมๆ ตัดเอาก็ได้ ช่างชาวบ้านเขาใช้วิธีนี้กัน

6. เสร็จแล้วก็เรียกรถปูนมา บอกเขาว่าขอให้พกรางมาด้วย เพราะรถปูนต้องจอดห่างจากพื้นที่ในระดับหนึ่ง

7. ทยอยเทปูนแล้วก็ปาดไปเรื่อยๆ ระหว่างปาดปูน ก็ต้องดึง Wire Mesh ขึ้นมาจากพื้นให้อยู่ประมาณกลางๆของเนื้อปูน

8. รอให้ปูนเริ่มแห้ง ก็ถอดแบบออกได้ ระหว่างนี้ควรรอให้ปูน set ตัว อย่าเพิ่งโหลดของหนักจนกว่าจะผ่านไป 4 สัปดาห์

ค่าแรงงานนี้หากจ้างมา 2 คน ทำงานแค่วันเดียวก็เสร็จ จ่ายไปคนละ 1,000 บาท ลูกจ้างก็ยิ้มแก้มปริแล้ว เราก็ประหยัดค่าจ้างไปได้อีกโข พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงานของช่างไปในตัว ขอให้สนุกกับการทำงานนะครับ

10404 total views, 5 today

::

กลโกงช่างรับเหมาก่อสร้าง และวิธีรับมือ

สาระน่ารู้ 20th June 2016

กลโกงช่างรับเหมาก่อสร้าง และวิธีรับมือ

ปัญหาชวนปวดหัวระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้าน ต่อเติมบ้าน หรืองานซ่อมแซมบ้านก็คือ การที่กลัวว่าผู้รับเหมาะจะรับเงินไปแล้วไม่มาทำงาน ส่วนในฝั่งผู้รับเหมาเองก็กลัวว่าทำงานเสร็จแล้วจะไม่ได้เงิน เจ้าของบ้านมาต่อรองราคาหลังงานเสร็จแล้วพร้อมกับพูดว่าจะเอาหรือไม่เอาเป็นต้น

จริงๆแล้วประเด็นนายจ้างเบี้ยวนั้นมีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วเจ้าของบ้านมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนเกรงว่าถ้าไม่จ่ายแล้วจะมีปัญหาเอาได้ แต่สำหรับผู้รับเหมาแล้วมักจะตามตัวได้ยากกว่าเพราะหากทิ้งงาน ก็แค่ปิดร้านหนีแล้วไปเปิดที่ใหม่ โอกาสนี้เราจึงขอรวบรวมกลโกงของผู้รับเหมากันนะครับว่าท่านอาจจะพบเจอกับผู้รับเหมาประเภทไหนได้บ้าง

1. ผู้รับเหมาทิ้งงาน ถือเป็นปัญหาที่พบเจอกันเป็นประจำ แรกๆก็มาทำงานดี แล้วก็จะเริ่มมาเบิกเงินล่วงหน้าเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายนายจ้างก็เห็นใจกับข้ออ้างสารพัดของผู้รับเหมา เกรงว่าถ้าไม่จ่ายออกไปเดี๋ยวเขาจะไม่กลับมาทำงาน สุดท้ายก็ไม่กลับมาทำงานจริงๆซะด้วยนะซิ

2. วัสดุก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่ตกลง จะเป็นปัญหาสำหรับงานที่จ้างทั้งค่าแรงและค่าของ ผู้รับเหมาก็จะถือโอกาสเอาวัสดุที่มีคุณสมบัติต่ำกว่ามาให้ เพื่อเพิ่มกำไรให้กับตัวเอง และไม่ตรงกับที่ผู้ว่าจ้างกำหนดเอาไว้

3. เบิกเงินงวดล่วงหน้า ผู้รับเหมาจะมาพร้อมกับปัญหาต่างๆนาๆ เพื่อจะขอเบิกเงินล่วงหน้าออกไป เช่นบอกว่าจะเอาเงินไปซื้อของทั้งที่จ่ายไปแล้ว ยังขาดโน่นนี่นั่น หรือบอกว่ารถเสีย คนงานป่วย ไม่มีเงินจ่ายค่าซ่อมค่ารักษาเป็นต้น ข้ออ้างสารพัด พอจ่ายออกไปงานจะคืบหน้านิดเดียวแล้วก็หายตัวไป พอโทรไปตามก็จะขอเบิกเงินล่วงหน้า ผู้รับเหมาแบบนี้ต้องหลีกให้ไกลๆ ต้องบอกไว้ก่อนรับงานว่าที่นี่ไม่มีการเบิกล่วงหน้า ถ้าจะเบิกล่วงหน้าก็ถือว่าเลิกจ้างไปเลย

4. ผู้รับเหมาไม่ยอมเข้าหน้างาน มักจะเป็นการปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีการตรวจสอบหน้างาน ลากงานยาว แล้วจะจบลงด้วยการขอเบิกเงินล่วงหน้า แล้วก็หายไปเลย

5.โกงเงินมัดจำ กรณีนี้ผู้รับเหมามักจะคิดค่าจ้างถูกกว่าปกติ ทำให้เราตัดสินใจจ้างงาน แต่ผู้รับเหมาก็จะขอเรียกเงินมัดจำก่อนเช่นอาจจะสูงถึง 40 – 50 % ของมูลค่างาน ผลก็คือผู้รับเหมาได้เงินไปซักหมื่นสองหมื่น สั่งทรายกับหินมาวางกองไว้หน้าบ้านด้วยเงินไม่เกิน 2,000 บาท แล้วก็หายหน้าหายตาไปเลย

จากปัญหาข้างต้นจะเห็นได้ว่า เราควรหาผู้รับเหมาที่ไว้ใจได้ และเราควรเป็นคนกำหนดเงื่อนไขต่างๆเอง เช่นจะจ่ายเงินมัดจำก็ต้องมาเริ่มงานทันที เพราะหากผู้รับเหมาไม่มีเงินก็ไม่ควรจะมารับงาน แจ้งเขาไปว่าหากจะทำธุรกิจต้องมีต้นทุน หากอยากได้เงินก็ต้องทำงาน รับประกันการจ่ายตามความคืบหน้า อย่าใจอ่อนจ่ายเงินมัดจำไปเยอะๆ จะบบว่าระบบราชการนั้น การจ่ายเงินมัดจำจะต้องมีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันเอาไว้

การเบิกเงินล่วงหน้าถือเป็นประเด็นที่เจ็บปวดกันมานักต่อนักแล้ว ต้องถือคติอย่าใจอ่อน แจ้งเขาไปว่า ก็ไปหายืมเงินในระบบหรือญาติๆก่อนไม่ได้รึ แล้วรีบมาทำงานเอาค่าจ้างไปคืนเขา ลองคิดประเด็นนี้ดูซิครับ การเบิกเงินไปก่อนคือเงินฟรีๆ ไม่ต้องทำงานก็ได้เงิน

แต่การมาทำงานหลังจากเบิกเงินไปแล้ว คือการมาทำฟรีๆ ทำแล้วไม่ได้ตังค์ (เพราะเบิกไปแล้ว) ใครจะอยากมาทำละครับ ลูกน้องก็ไม่อยากมาเพราะรู้ว่านายจ้างเบิกล่วงหน้าไปแล้ว ทำเสร็จแล้วก็ไม่ได้เงิน สู้ไปทำหน้างานอื่นดีกว่าเพราะทำแล้วอาจจะได้เงิน

ดังนั้นต้องถือกฏเหล็กเป็นหลักคือ ห้ามเบิกล่วงหน้า เมื่อไหร่ที่มาเบิกก็เตรียมตัวหาผู้รับเหมารายใหม่ดีกว่า

1196 total views, 2 today

::

ช่างไฟฟ้าภายในบ้านต้องมีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ

สาระน่ารู้ 19th June 2016

ช่างไฟฟ้าภายในบ้านต้องมีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ

หากเราเห็นข่าวไฟไหม้ตามสื่อต่างๆ จะพบว่าส่วนใหญ่จะมีการสรุปว่าเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจร ทั้งนี้อาจจะเกิดจากสภาพวัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือเสื่อมไปตามกาลเวลา ส่วนอีกตัวแปรหนึ่งก็คือช่างไฟฟ้าที่ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอนั่นเอง

ปัญหาในประเด็นหลังนั้นปัองกันได้ หากมีการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ ดังนั้น พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 เป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐที่จะปิดช่องโหว่ กำจัดจุดอ่อนปัญหาช่างไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน โดยกำหนดว่า นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ช่างไฟฟ้าภายในอาคารนั้น จะต้องมีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ หรือจะต้องมีไลเซนส์นั่นเอง

โดยมีการกำหนดโทษของการทำงานโดยไม่มีหนังสือรับรองคือ โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนนายจ้างที่ฝ่าฝืนจ้างช่างไฟฟ้าภายในอาคารที่ไม่มีหนังสือรับรองก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท ด้วยเช่นกัน

ในกรณีที่ ช่างไฟฟ้า ภายในอาคารที่ประสงค์จะขอรับหนังสือรับรองความรู้ ความสามารถ จะต้องเข้ารับการทดสอบ เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินเพื่อรับสมุดไลเซนส์ประจำตัว

คุณสมบัติหลักก็คือ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์นับถึงวันสมัครเข้าทำการทดสอบ มีประสบการณ์ทำงานหรือประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่จะทดสอบ หรือผ่านการฝึกฝีมือแรงงานหรือฝึกอาชีพเป็นต้น

สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาก็จะต้องไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพนั้นๆ ค่าธรรมเนียมกาทดสอบจัดเก็บที่ 100 บาทเท่านั้น

ดังนั้นหากท่านกำลังคิดจะจ้างช่างไฟฟ้ามาทำงานที่บ้านของท่าน อย่าลืมตรวจสอบว่ามีไลเซนซ์ถูกต้องหรือไม่ด้วยนะครับ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปลายเดือนตุลาคมนี้

1050 total views, 1 today

::

หาช่างดีๆได้ที่ไหน

สาระน่ารู้ 15th June 2016

หาช่างดีๆได้ที่ไหน

ปัญหาของคนทั่วไปคือ เวลาต้องการซ่อมแซม ปรับปรุงส่วนต่างๆของบ้าน จะมีปัญหาเรื่องการหาช่างมากมาย บางครั้งกว่าจะหาคนมาซ่อมแซมอะไรต่างๆได้ก็ผ่านไปหลายปี บางงานช่างมาดูมาตีราคาแล้วก็หายไปเลย โดยมากแล้วเพราะช่างมักจะมองว่างานน้อยไป เอาคนงานมาลงก็ไม่คุ้มค่าแรง ค่าเสียเวลา

จึงนับเป็นปัญหาของการหาช่างมาซ่อมแซม หรือต่อเติมบ้านมาก เพราะจะหันไปจ้างบริษัท ก็พบว่าราคาแพงมากสู้ราคาไม่ไหว งานต่อเติมบางงานพอบริษัทเสนอราคามาแทบจะแพงกว่าสร้างใหม่ทั้งหลังซะด้วยซ้ำ ครั้นจะจ้างช่างที่ติดเบอร์โทรไว้ตามเสาไฟฟ้า ก็เกรงว่าจะทิ้งงานแล้วไม่รู้จะไปตามตัวที่ไหน ถือเป็นปัญหาที่ชวนปวดหัวมาก

เราจึงขอแนะนำวิธีหาช่างมาทำงานให้บ้านของท่าน โดยไม่ต้องกังวลใจทั้งในแง่ประเด็นของราคาหรือประเด็นที่จะทิ้งงาน นั่นก็คือขับรถในละแวกบ้านของท่าน แล้วดูว่ามีงานก่อสร้างอยู่บริเวณไหนบ้าง ถ้าท่านต้องการทำงานใหญ่ๆที่บ้านของท่าน ก็หาดูว่าตรงไหนบ้างที่มีการก่อสร้างบ้านทั้งหลัง แต่หากท่านต้องการเพียงแค่ต่อเติมหรือซ่อมแซม ก็ดูงานที่มีลักษณะการต่อเติมซ่อมแซม

จากนั้นก็หาจังหวะเวลาที่คนงานพักเที่ยง หรือใกล้เลิกงานราวๆ 4 ถึง 5 โมงเย็น แล้วถามหาเถ้าแก่ผู้รับเหมาว่าเป็นใคร แล้วบอกความต้องการตรงๆไปเลยว่าท่านอยากจะให้ทำอะไร เขายินดีจะรับงานหลังจากงานนี้เสร็จหรือไม่ หรือถามไปว่ามีช่างคนไหนรับงานนอกบ้าง

เมื่อเจาะประเด็นไปอย่างนี้ หัวหน้าผู้รับเหมาเขาจะให้คำตอบได้ทันทีว่ารับหรือไม่รับ ถ้าไม่รับก็ไปหาหลังต่อไป ถ้ารับก็นัดแนะให้เขาไปดูสิ่งที่ท่านต้องการจะทำแล้วให้เขาตีราคาออกมา แต่อย่าลืมว่าหากเขาเรียกค่ามัดจำก็ควรพึงระวังเอาไว้ ข้อต่อรองก็คือวันไหนเริ่มงานแล้วค่อยมาเซ็นสัญญารับค่ามัดจำ

เหตุที่ต้องระมัดระวังก็คือ หากช่างรายนี้ทำบ้านหลังเดิมอยู่ยังไม่เสร็จเขาก็อาจจะยังไม่สามารถเริ่มงานให้ท่านได้ ดังนั้นท่านควรนัดเซ็นสัญญาเมื่อเริ่มเห็นทีท่าว่างานเก่กำลังใกล้จะเสร็จ และควรนัดทำสัญญาที่สำนักงานหรือบ้านของหัวหน้าช่างเท่านั้น เพื่อจะได้ดูสภาพทั่วไปว่ามีแนวโน้มเป็นช่างที่มีความรับผิดชอบหรือไม่นั่นเอง

การหาช่างทางเน็ตก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ควรใช้แค่เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น หลังจากโทรศัพท์ติดต่อกันแล้วก็ให้นัดแนะไปดูตัวอย่างงานล่าสุดที่ช่างคนนี้ทำอยู่ แล้วดำเนินการต่างๆเหมือนคำแนะนำข้างต้น นั่นคือท่านควรจะไปเซ็นสัญญาที่สำนักงานหรือบ้านของช่างคนนั้นโดยตรง และก่อนเซ็นควรสืบหาข้อมูลในละแวกใกล้บ้านช่างว่า ช่างคนนี้มีชื่อเสียงเป็นอย่างไร ฝีมือเป็นอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วในละแวกนั้นๆเขาจะทราบข้อมูลของช่างเหล่านั้นเป็นอย่างดี

หากช่างติดต่อท่านมาแล้วเสนอราคาถูกๆแล้วนัดเซ็นสัญญาที่บ้านของท่าน ขอให้พึงระวังไว้ว่า หากช่างทิ้งงานแล้วท่านจะติดตามเขาได้ที่ไหน ถึงวันที่เขาเปลี่ยนเบอร์โทรแล้วท่านจะตามตัวเขาได้ที่ไหน

1170 total views, 2 today

::